จะสร้าง Minimum Viable Product ได้อย่างไร

การพัฒนา mobile application นั้นมีความยากในการพัฒนาและผลลัพหลังจากที่เปิดตัว application ไปแล้วมีความไม่แน่นอน

โชคดีที่มีวิธีการในการทดสอบว่า idea ที่เรามีนั้นมีความเป็นไปได้ คุณสามารถเข้าใจ idea และ app ของคุณมากขึ้นจากการสร้าง Minimum Viable Product คุณค่าของการสร้าง MVP คือใช้เวลาในการออกแบบและพัฒนาน้อยลงหรือให้น้อยที่สุด เป็นผลทำให้ คุณจะเข้าใจมากขึ้นตั้งแต่เริ่มต้น  ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณภาพในการตัดสินใจในการสร้าง product ของคุณ

สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ในบทเรียนนี้

  1. อะไรคือ  minimum viable product หรือ MVP
  2. วิธีการกำหนด MVP ของคุณ
  3. แนวทางที่ดีที่สุดในการนำ MVP ไปใช้
  4. การสร้าง MVP
  5.  การเปิดตัว MVP และรับข้อเสนอแนะของผู้ใช้

Minimum Viable Product หรือ MVP นั้นคือ product ที่มี feature เพียงพอสำหรับการทดสอบ ถ้ามันทำงานได้ในตลาด เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ เราจะยังไม่ใส่ feature ที่ยังไม่จำเป็น และจะใส่แต่ feature ที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักของ application เท่านั้น

  • Minimum :  คือตามที่อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ หมายถึง application ที่มีแต่ feature ที่เป็นหัวใจหลักเท่านั้น และทุกสิ่งที่ยังไม่จำเป็นต้องมีไม่ต้องนำไปใส่
  • Viable : หมายถึง product ที่มีโอกาศดึงให้ผู้ใช้เข้ามาใช้งาน นั่นคือการสร้างคุณค่าให้กับผู้ใช้งาน ความหมายกว้างๆ ของมูลค่า, ตัวอย่างเช่น เกมส์ให้ความบันเทิง ซึ่งเป็นคุณค่า โดยปกติแล้วเราพิจารณา product นี้ ถ้ามันสร้างรายได้มากพอ ที่จะคุ้มค่าพอที่จะครอบคุมค่าใช้จ่ายในการพัฒนา product นี้
  • Product :  แน่นอน คุณกำลังสร้าง product คุณผลิตสินค้า digital ให้ผู้คนใช้งาน

เมื่อคุณมีวิสัยทัศน์สำหรับ product มันมักจะซับซ้อน คุณต้องการให้ผู้ใช้ได้ใช้งานหลายๆ สิ่งจาก app ของคุณ แม้ว่าหัวใจหลักของ product มักจะเป็นสิ่งเล็กๆ และเรียบง่าย

snapchat

ตัวอย่างที่ดีคือ การเปิดตัว Snapchat มันเป็น minimum viable product.

ตัวอย่างนึงที่ดีมากของ MVP ก็คือ Snapchat, Snapchat จะเน้นโฟกัสไปที่จุดเดียว คือคุณสามารถดูและส่งภาพไปที่ผู้ใช้อื่นๆ แต่ภาพที่คุณส่งไปจะสามารถเห็นได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งมันเป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นไปที่ความเรียบง่าย พวกเขาทดสอบ concept หลักและมันสำเร็จ เพียงหลังจากที่เปิดตัวและตรวจสอบ product เท่านั้น มันทำให้รู้สึกถึงการเริ่มต้นที่จะเรื่มทำงานกับ feature ที่มากขึ้น

มีอีกหลายโปรแกรมที่เรารู้สึกว่ามันยังห่างไกลกับคำว่า MVP ลองดูที่ Instagram เป็นตัวอย่าง เริ่มแรก MVP จะโฟกัสไปที่ Fillter  คุณอาจถ่ายภาพหรือมีรูปภาพอยู่แล้วและเลือกมันมาซัก 1 ภาพ สมติว่ามี filter ซัก 5 filter ใช้ filter ที่มีกับภาพที่เลือกมาและบันทึกกลับเข้าไปใน camera roll

เมื่อ Instagram ปล่อยออกมาแบบ MVP จะมีการทดสอบสมมติฐานที่ว่าผู้ใช้งานจะใช้งานเพื่อปรับปรุงรูปภาพของพวกเขาให้ดีขึ้น ถ้า app มีอัตราการใช้งานมากขึ้น คุณสามารถทำการปรับปรุงให้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น เพิ่มระบบ profiles และทำให้ support video ถ้าคุณไม่ทำมันออกมาก็อาจจะไม่มีอัตราการใช้งานมากขึ้น แต่บางทีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องก็อาจจะไม่คุ้มค่า บางทีก็ต้องมี idea ที่แตกต่าง

การทำงานที่เกี่ยวกับ MVPs หมายถึงต้นทุนค่าเสียโอกาศที่จะเกิดขึ้นในการทำงาน หลังจากความล้มเหลวในช่วงเริ่มต้น หมายความว่ามันจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จ โดยการหยุดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในช่วงต้นเมื่อผลิตภัณฑ์ล้มเหลว

กำหนดว่าอะไรคือหัวใจหลักของ product สร้างมันขึ้นมาเป็น Feature แรกๆ และทดสอบมันกับผู้ใช้จริง (Define the core of your product. Build that first set of features and test it on the market. )

การพัฒนาทุก  feature ที่มีในวจคุณอาจต้องใช้เวลาเป็นเดือนแต่การสร้าง MVP แบบง่ายๆ ใช้เวลาเพียง 2-3 สัปดาห์ในการสร้างมันขึ้นมา

เมื่อปล่อย Feature ที่ทำให้ product ของเราได้เปรียบออกมาก่อนและเปิดรับความคิดเห็นของผู้ใช้ ซึ่งคุณจะสามารถรวบรวมความคิดเห็นของผู้ใช้ได้ก่อนที่ product ของคุณจะเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งมันจะทำงานอยู่บนความต้องการของผู้ใช้จริงๆ

featureset

การกำหนด feature ควรจะรวมถึง information architecture ของ product คุณรวมทั้ง technical scope ด้วย

ก่อนที่คุณจะสามารถเริ่มต้นพัฒนา คุณต้องกำหนด MVP ของคุณและ product roadmap อะไรคือ feature ที่ต้องมีหรือซักอย่างที่ nice-to-haves? มันสำคัญมากที่จะมีวัตถุประสงค์ที่เป็นไปได้อยู่ในกระบวนการทำงานบาง feature ที่คุณใส่ใจมากอาจไม่ใช่ core of the product คุณต้องตัดสินใจว่าอะไรคือ feature ที่ must-have หรือ nice-to-have

โดยทั้วไป nice-to-have คือ ฟังก์ชั่น forgot password คุณอาจแทนที่ด้วยการแสดง support email address เอาไว้ เมื่อ product มีคนสนใจมากขึ้น คุณสามารถปรับปรุง feature นี้ และสร้างฟังก์ชั่น forgot password ที่เหมาะสมอย่างที่ควรจะเป็น ในขั้นตอนนี้ ทั้งหมดมันถูกจำกัดด้วยเวลาที่จะส่งออกไปสู่ตลาด

A typical nice-to-have is forgot password functionality. Instead, you could show a support email address. Once you have traction, you can improve this feature and build a proper forgot password flow. At this phase, it’s all about limiting the time it takes to get to market.

เขียน feature set ของ product ของคุณออกมา โดยทั่วไป คุณจะเขียนรายละเอียดทั้งหมดของproduct ของคุณขึ้นมา นี่คืองานเอกสารที่จะทำให้คุณเข้าใจภาพรวมในสิ่งที่คุณต้องสร้าง มันคือเอกสารตัวอย่างที่คุณต้องใช้ brief งานกับ designer และ นักลงทุน มันคือการวางวิสัยทัศน์ของคุณลงบนกระดาษ นอกจากนี้ตัวคุณเองยังสามารถทำความเข้าใจ feature ในทาง technical โดยปกติแล้ว Feature sets นั้นจะรวม technical scope เข้าไปด้วย มันจะมีประโยชน์อย่างมากถ้าคุณต้องทำงานร่วมกับนักพัฒนาหลายคน

ขั้นตอนต่อไปจะต้องกำหนดความสำคัญของ feature ของคุณ อะไรคือ feature ที่สำคุญที่สุดและสิ่งที่จะสร้างมูลค่าให้มากที่สุดโดยใช้เวลาสั้นๆ หนึ่งในสิ่งที่คุณกำหนดนั้น คุณสามารถใส่งานที่เหลือลงในแผนงานที่กำหนดว่าอะไรซักอย่างที่คุณจะสร้างก่อนที่จะส่ง product ออกไป

เพื่อให้เข้าใจ feature set ของ product ของคุณมากที่สุดให้กำหนดขนาดของ feature ตั้งแต่ 1 ถึง 10 โดยคำนึงถึงความสำคัญ, ความซับซ้อน และมูลค่าที่เพิ่มเข้ามา จากผู้ใช้ ทำให้คุณสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นในการกำหนดเวลางานสำหรับ product เมื่อคุณเข้าใจส่วนประก่อบต่างๆ ในแต่ละ feature

 

สิ่งเหล่านี้คือการแจ้งเตื่อนของฉันเมื่อฉันกำหนด minimum viable product

  • เมื่อคุณมี idea ให้ไปดูที่ App Store หรือ Play Store ว่าอะไรคือผลิตภัณฑ์ที่คลายๆ กัน? อะไรคือคุณค่าที่ถูกนำเสนอออกมา? คุณจะทำมันอย่างไรให้แตกต่างหรือน่าสนใจขึ้นและดีกว่า?
  • เมื่อฉันเขียน feature set เสร็จ ฉันจะทำความเข้าใจกับทุก feature เสมอและและถามตัวเองว่ามันจำเป็นจริงๆ หรือไม่ ถ้าผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสร้าง account? เราจะลด feature เพื่อให้เราสามารถหลีกเลี่ยงการสร้างแบ็กเอนด์?
  • ความคิดเห็นที่สองมีคุณค่ามากเมื่อกำหนดขอบเขต MVP
  • จะมี APIs, SDKs หรือ Frameworks ที่สามารถนำไปใช้บางอย่างในงานของฉันหรือไม่?
  • สำหรับแผนงานของ product ฉันวางแผนที่จะเปิดตัวล่วงหน้า ซึ่งฉันพยายามที่จะทำให้แผนงานระยะสั้นมีอิทธิพลอย่างยิ่งกับความคิดเห็นของผู้ใช้
  • ทำวิจัยทางเทคนิคที่เหมาะสมเมื่อคุณได้เสร็จสิ้นการกำหนด feature set ของคุณ ไม่มีใคร ไม่มีใครชอบถูก surprise เมื่อพวกเขากำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์
  • พูดคุยเกี่ยวกับ idea ของคุณ ทุกความคิดเห็นที่ได้รับนั้นมีค่า
  • เมื่อทำงานร่วมกับ designer ถามพวกเขาเกี่ยวกับ Deaign standard ของ iOS และ Android ให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ทดลองลดจำนวนของ animation ใน product

 

ยังไม่ว่างมาต่อ…

 

 

 

ที่มา : http://code.tutsplus.com/articles/how-to-create-a-minimum-viable-product–cms-22245

ค่านิยม 5 ประการ ของวิถีบริษัทแฮกเกอร์แห่งหนึ่ง

1. เน้นที่ผลกระทบ – “หากต้องการสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด วิธีดีที่สุด คือ ต้องมั่นใจว่า เรามุ่งเน้นที่การแก้ไขปัญหาสำคัญที่สุดเสมอ ฟังดูง่าย แต่เราคิดว่า บริษัทส่วนใหญ่ยังทำได้ไม่ดีนักในเรื่องนี้และเสียเวลาไปมากมาย เราจึงหวังว่า ทุกคนในบริษัทจะเก่งกาจในการค้นหาปัญหาสำคัญที่สุด มาคิดหาวิธีแก้ไข”

2.เคลื่อนตัวรวดเร็ว – “การเคลื่อนตัวรวดเร็วทำให้เราสร้างสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้นและเรียนรู้เร็วขึ้น ขณะที่บริษัทส่วนใหญ่เติบโต พวกเขาก็มักเชื่องช้าลงมากเกินไป เพราะกลัวจะทำผิดพลาด แทนที่จะกลัวการเสียโอกาสจากการเคลื่อนตัวช้าเกินไป เราจึงมีคำพูดว่า “เคลื่อนตัวให้เร็วและทำข้าวของพัง” เพราะถ้าไม่ได้ทำอะไรพังไปบ้างเลย แสดงว่า เรายังเคลื่อนตัวไม่เร็วพอ”

3. กล้าหาญ – “การสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่หมายถึงการเสี่ยง ซึ่งอาจน่ากลัว และทำให้บริษัทส่วนใหญ่ไม่กล้าทำเรื่องที่ควรทำ อต่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผมแน่ใจว่า เราจะล้มเหลว หากไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย เราจึงมีคำพูดที่ว่า “สิ่งที่เสี่ยงที่สุดคือ การไม่เสี่ยงอะไรเลย” เราจึงกระตุ้นให้ทุกคนตัดสินใจิย่างกล้าหาญ แม้อาจผิดพลาดบ้างในบางครั้ง”

4. เปิดกว้าง – “เราเชื่อว่า โลกที่เปิดกว้างขึ้นเป็ยโลกที่ดีขึ้น เพราะผู้คนที่มีข้อมูลมากขึ้นจะตัดสินใจได้ดีขึ้น และสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ขึ้น เช่นเดียวกับการบริหารบริษัท เราทำงานหนักเพื่อให้มั่นใจว่า ทุกคนที่บริษัทจะเข้าถึงข้อมูลทุกส่วนของบริษัทได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อจะได้ตัดสินใจดีที่สุด และสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”

5. สร้างคุณค่าทางสังคม – “ขอย้ำอีกครั้ง บริษัทเราดำรงอยู่เพื่อให้โลกเปิดกว้างและเชื่อมต่อกันมากขึ้น ไม่ใช้แค่สร้างบริษัทเท่านั้น เราคาดหวังว่า ทุกวัน ทุกคนที่บริษัทจะให้ความสำคัญกับวิธีสร้างคุณค่าที่แท้จริงสำหรับโลกในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ”

– มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก –
ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก